[Fic คนรวมวิญญาณ] To be or Not to be

posted on 09 Sep 2008 13:47 by aiwensnow  in Fiction

Title: To be or Not to be
Author: Snow dome
Category: Romance
Pairing: 
มู่จื่อ/ต้วนหลิน
Rating:  PG-13
Spoilers:
เรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง   จากเรื่อง คนรวมวิญญาณ

 

 

ปุบ !

 

                หนังสือเล่มหนาในมือชายหนุ่มปิดลงพร้อมกับที่ดวงตาคู่สวยที่เหลือบขึ้นมองรูมเมทร่างเล็กอย่างเฉยชาเช่นเดิม   ต้วนหลินที่หลับพริ้มอิงไหล่เขาเมื่อครู่ตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย   แล้วขยี้ผมเรียกสติตัวเองเหมือนเด็กๆ

 

                “ตื่นแล้วเหรอ?” ชายหนุ่มถามคนข้างเคียงเบาๆ

 

                “...อืม...” เพราะเสียงผู้คนที่จ้อกแจ้กจอแจบนรถไฟทำให้เขาตื่นขึ้นมา   มือเรียวขยี้ตาปัดความง่วง   ต้วนหลินขยับตัวนั่งพลางมองคนข้างๆ และที่นั่งฝั่งตรงข้าง 

                ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งรถไฟตู้ที่ 14 เพื่อกลับที่พัก   ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากหลายเหตุการณ์ที่ประเดประดังเข้ามาไม่หยุดทำให้เขาเผลอหลับไปโดยใช้ไหล่มู่จื่นต่างหมอน   ยังดีหน่อยที่ชายหนุ่มไม่ได้ว่าอะไร   แต่ที่ไม่ดีคือการที่รถไฟมีคนขึ้นเยอะจนแออัดกันอย่างนี้   ต้วนหลินหันไปคุยกับเพื่อนข้างๆ ด้วยเสียงกระซิบ

 

                “มู่จื่อ ฉันไปห้องน้ำแปบนะ”

 

                แล้วร่างเล็กก็ลุกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำตอบรับจากชายหนุ่ม   ด้วยรู้อยู่แล้วว่ามู่จื่อไม่มีทางตอบรับเขาแน่ๆ แต่ถึงยังไงหมอนี่ก็จองที่นั่งให้เขาได้อยู่แล้ว   เขามุ่งหน้าไปห้องน้ำตามที่ได้บอกเพื่อนเอาไว้

 

                แต่หากต้วนหลินหันกลับมองสักนิด   คงจะได้เห็นสายตาอ่านยากที่มองตามเขาไปเป็นแน่

 

           

                ชายหนุ่มละสายตากลับไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย   พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน   ทั้งเรื่องแปลกๆ ที่เกิดที่บ้านของต้วนหลิน   และเรื่องรถไฟตู้ที่ 15...ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างเล็กบาดเจ็บและยังมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าสะสมทำให้ต้วนหลินงีบหลับทันทีที่ได้นั่งบนรถไฟ   แต่ถึงจะใช้ไหล่เขาต่างหมอนก็ใช่ว่าเขาจะนึกรังเกียจอะไร   กลับกัน...เขากลับรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำ

 

                เพราะอะไรกันนะ...?

 

                เปลือกตาบางหลับลงช้าๆ คล้ายต้องการผ่อนคลาย   และหวนนึกถึงตอนที่ร่างเล็กจมน้ำ...

 

                ตอนที่เห็นหัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น   รีบกระโดดลงน้ำโดยไม่ฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหวางสือหรือเสียงคัดค้านด่าทอของพวกคนแก่ในหมู่บ้าน  

                ในน้ำนั้นเย็นเฉียบทั้งยังมืดสนิทจนแทบมองอะไรใต้น้ำไม่เห็น   พลันเห็นร่างเล็กที่ค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลสาบ   เขาก็รีบว่ายไปหาอย่างไม่คิดชีวิต   วินาทีที่ยื่นมือไปคว้าร่างแบบบางมากอดไว้เขาก็แทบจะกระโจนขึ้นบกให้รู้แล้วรู้รอด   ลมหายใจของร่างเล็กแผ่วเบาลงเรื่อยๆ และในเสี้ยววินาทีที่ใกล้ถึงผิวน้ำ   ลมหายใจก็สะดุดหายไป

 

                พรวด !

 

                เขารีบพาร่างเล็กขึ้นเหนือผิวน้ำพร้อมๆ กับที่หวางสือกระโจนเข้าหาด้วยสีหน้าเป็นกังวล   ผู้คนในหมู่บ้านหายไปหมดแล้ว   คงคิดจะปล่อยให้พวกเขาตายกันหมดเลยสินะ   เขาเลิกคิดแล้วหันกลับมาดูต้วนหลินที่หยุดหายใจด้วยสีหน้าเฉยเมยหากแต่ในใจเขากลับร้อนรุ่ม

 

                เป็นห่วง....กังวล....ทั้งๆ ที่รู้ว่าเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้   แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย

 

                “เราต้องผายปอด! ” หวางสือตะโกนบอกเรียกสติของเขาและทำท่าจะผายปอดให้ร่างเล็กแม้ตัวเองจะไม่มีแรงแล้วก็ตาม   แต่ก่อนที่หวางสือจะได้ทำเขาก็ยกมือห้าม  “อะไร! เราต้องรีบช่วยรุ่นพี่นะ!

 

                “...ฉันทำเอง” ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาคิดยังไง   แต่รู้สึกหวงคนๆ นี้มากเหลือเกิน

 

                เขาก้มลงจุมพิตร่างเล็กในอ้อมแทนทันที   และเป่าลมเข้าปอดพร้อมสลับกับการปั๊มหน้าอกไปมาจนกระทั่งต้วนหลินสำลักน้ำออกมาเขาจึงหยุด   เขาผละออกทันทีที่ร่างเล็กเริ่มรู้สึกตัว   เปลือกตาบางกระพริบปริบและค่อยๆ เปิดดวงตาขึ้นมองเขา

 

                “มู่จื่อ?  นายยังไม่ตาย?” ช่างเป็นคำถามที่เหมาะกับคนซื่อบื้ออย่างร่างเล็กนี่จริงๆ เลย

 

                “เฮอะ  นี่เหรอ  คำพูดที่พูดกับผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตนะ” เขายักไหล่พูดด้วยสีหน้าเย็นชา  แต่ก็แอบถอนหายใจที่เห็นร่างเล็กฟื้นขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย....

 

                ...แล้วทำไมเขาต้องรู้สึกโล่งอกด้วยนะ...?

 

                เขารู้สึกว่าต้วนหลินกำลังมองแขนที่พันผ้าพันแผลเอาไว้ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ   ท่วงท่าที่ดูผ่อนคลายลงของร่างเล็กทำให้เขาอดเคืองไม่ได้... ไม่รู้รึไงว่าคนเค้าเป็นห่วง   ยังจะหัวเราะอยู่นั่นแหละ

 

                “นายหัวเราะอะไร?”

 

                “เปล่า  ไม่มีอะไร  แค่รู้สึกว่าวันนี้แดดดีเหลือเกิน”

 

                สีหน้าที่ดูยินดี  ผ่อนคลาย และโล่งอกของต้วนหลินที่มีแสงแดดส่องผ่านดูงดงามมากเหลือเกินในสายตาคนมอง   เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าสดใสพลางครุ่นคิดอยู่ในใจคนเดียว

 

                ที่นายหัวเราะออกมาได้เพราะฉันใช่ไหม...?

 

                คำถามที่นายถามฉันนั้น...เพราะเป็นห่วงฉันใช่ไหม...?

 

                ถ้าอย่างนั้น....ฉันก็คิดเข้าข้างตัวเองได้ใช่ไหม....?

 

                ว่านายก็รู้สึกเป็นห่วงฉัน....

 

                ไม่ต่างกับที่ฉันรู้สึกเป็นห่วงนายเลยสักนิด....

 

                ...ใช่หรือเปล่า....

 

               

                ลมเย็นที่พัดโกรกตีหน้าเขาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมองเลยสักนิด   ความคิดสานต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน    มันทำให้เขาดีใจเหลือเกิน...แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้หัวใจของเขารู้สึกกังวลและ...น้อยใจ....

 

 

                ตอนที่ร่างเล็กโทรมาหาเขาหลังจากไปหายจากโบกี้รถไฟมันทำให้เขาประหลาดใจ   ดีใจ  และ...ไม่รู้สิ มันปนเปกันไปหมด   แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็น โล่งอก... นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกถึงแม้เขาจะมั่นใจว่าต้วนหลินไม่มีทางเป็นอะไรแน่ๆ ถึงแม้จะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ระมัดระวังก็ตาม   ถึงเขาจะตอบกลับไปด้วยเสียงนิ่งเรียบเหมือนเคยๆ แต่ความจริงเขากำลังรู้สึก.... เขารู้สึกยังไงกันนะ?

 

                ...ฉันไม่รู้เลยจริงๆ....

 

                นายวิ่งวุ่นพยายามจะโทรมาบอกฉันว่ารถไฟมีระเบิดทั้งๆ ที่ตัวเองก็บาดเจ็บ

 

                เพราะนายช่วยเหลือทุกคน   เป็นห่วงทุกคนเหมือนกันหมด   แล้วอย่างนี้ฉันจะเข้าข้างตัวเองได้อีกเหรอ...?

 

                นายไม่ได้รู้สึกกับฉันพิเศษไปมากกว่าคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวนาย....

 

                มันทำให้ฉันรู้สึก....ปวดในอก....

 

                แต่ฉันรู้สึกปวดมากกว่าตอนที่เห็นว่านายบาดเจ็บ... ฉันไม่อยากพูดเหมือนนิยายรักน้ำเน่าที่ว่า ฉันอยากเจ็บแทนเธอแต่ว่า...ถ้านายเจ็บ   ฉันก็รู้สึกเจ็บเหมือนกัน   เจ็บที่ไม่อาจช่วยนายได้...อีกครั้ง

 

 

                เมื่อเป็นแบบนี้....ฉันควรจะทำยังไงดี?

 

            ตุบ

 

                ชายหนุ่มเปิดตาขึ้นมองก็พบต้วนหลินที่นั่งลงข้างเขา   พร้อมส่งยิ้มเจื่อนๆ แบบเดิมๆ มาให้   นึกสงสัยตัวเองที่ไม่รู้ตัวเลยว่าร่างเล็กกลับจากห้องน้ำมาตั้งแต่เมื่อไร

 

                “ฉันทำให้นายตื่นรึเปล่า?” ต้วนหลินยกคิ้วถาม

 

                “...ใช่” เมื่อไม่รู้จะตอบว่าอะไรก็ได้แต่ตอบไปตามความจริงเท่านั้น   ติดแต่ว่าเขาไม่ได้ตื่นเพราะเขาไม่ได้หลับ   ชายหนุ่มเหลือบมองร่างเล็กข้างๆ ที่ใบหน้าและเส้นผมมีหยาดน้ำเปียกชื้น    คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นแต่ไม่คิดถาม   ซึ่งต้วนหลินก็เข้าใจจึงเป็นฝ่ายบอกถึงอีกฝ่ายจะไม่ได้อ้าปากถามก็ตาม

 

                “ฉันล้างหน้ามานะ   จะได้ไม่เผลอหลับไปพิงนายอีก”

 

                ช่างเป็นคำตอบที่ทำให้เขาเครียดนักกว่าเดิมซะอีก... มู่จื่อสะบัดหน้าหนีทันทีทำให้ร่างเล็กหน้าเสีย

 

                “เป็นอะไรเหรอ?” ต้วนหลินพูดด้วยเสียงเป็นกังวล

 

                มู่จื่อเบือนหน้ากลับมามองทั้งที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่เช่นเดิม   มือเรียวบีบหนังสือในมือแน่นพร้อมเอ่ยสิ่งที่ค้างคาใจออกไปทันที

 

                “นายรังเกียจที่จะอิงไหล่ฉันรึไง?” เพราะเป็นคนขรึม   เวลาพูดอะไรออกไปจึงดูเหมือนวาจาหาเรื่องเชือดเฉือนไปซะหมด   แต่เขาก็ไม่คิดจะแก้ไขปรับปรุงเพราะเขาชอบที่จะเป็นคนแบบนี้   ซึ่งต้วนหลินก็ดูจะเข้าใจเขาดีทีเดียว

 

                ฝ่ายถูกถามขมวดคิ้วเป็นปม   เขาตบหลังมือมู่จื่อเบาๆ ด้วยท่วงท่าผ่อนคลายกว่าเดิม

 

                “ฉันไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไรนายหรอกนะ   แต่ที่ฉันพูดไปก็เพราะเวลาฉันพิงนาย   นายก็จะเมื่อยไหล่ใช่ไหม? และก็จะอ่านหนังสือไม่ถนัดใช่หรือเปล่า? ...เข้าใจที่ฉันจะพูดรึเปล่า” ต้วนหลินยกยิ้มที่มุมปากน้อยๆ เมื่อเห็นมู่จื่อค่อยๆ คลายปมคิ้วออก   เขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าดูกังวลอะไรอย่างนี้เลย   หรือจะพูดให้ถูกคือ  มู่จื่อดูไม่กังวลกับเรื่องอะไรเลยต่างหาก... เห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกเอ็นดูน้อยๆ ไม่ได้

 

                “บอกมาสิ... ไม่อย่างนั้นฉันจะไปรู้ได้ยังไง” มู่จื่อพูดต่อทั้งยังคงมาดชายหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองอยู่เช่นเดิม

 

                ต้วนหลินถอนหายใจเล็กๆ ...เมื่อกี้ไม่น่าไปรู้สึกเอ็นดูเลย  เฮ้อ...

 

                “ก็คือ...ฉันเป็นห่วงนายนะ....” คำพูดสุดท้ายถูกช่วงชิงไปด้วยริมฝีปากบางสวยของมู่จื่อ   ต้วนหลินเบิกตากว้าง   จ้องมองคนที่ถอนปากออกไปอย่างตกตะลึง   จุมพิตเบาบางที่เหมือนไม่ใช่จูบแต่คงไว้ด้วยความอบอุ่น...

 

                “นะ...นาย....นาย....” คนถูกชิงจูบพูดตะกุกตะกัก   ยังตกใจกับรสจูบเบาบางนั้นไม่หาย

 

                “ไม่ต้องห่วง   ไม่มีใครเห็นหรอก” มู่จื่อพูดพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมคนที่อายุมากกว่าด้วยท่าทีอ่อนโยนกว่าที่เคย

 

                แต่ที่ว่าไม่มีใครเห็นนะ... ก็ดันมีแต่คนแก่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ชายวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่นั่งข้างต้วนหลินเท่านั้นแหละที่กำลังนั่งอ้าปากค้าง   ดวงตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้านั่นแหละที่เห็น...ก็แค่สี่คนคงไม่เป็นอะไรหรอกน่า

 

                “นาย....จะ....จะ....ฉันทำไม?” เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้าขณะที่พูด   ต้วนหลินยกมือสองข้างขึ้นปิดปากพลางพยายามเขยิบถอยหลังแต่ก็ติดอยู่ที่ชายหนุ่มที่นั่งอ้าปากค้างติดกับเขานั่นแหละ

 

                มู่จื่อมองหนุ่มร่างเล็กด้วยสีหน้าเฉยชาเหมือนเดิม   เขาดึงมือต้วนหลินออกจากปากและดึงร่างเล็กให้เขยิบเข้ามาใกล้กับเขาจนฝ่ายถูกดึงแทบจะขึ้นมานั่งเกยตักเขาได้นั่นแหละ  เขาถึงได้ยอมหยุดดึง   น้ำเสียงเย็นเยียบแต่อ่อนโยนกระซิบคลอเคลียข้างใบหูร่างเล็กคล้ายกลั่นแกล้ง

 

                “ฉันจูบเพราะอยากจูบ” มู่จื่อบอก  เขาตัดสินใจแล้วที่จะทำให้ร่างเล็กนี้.... “พอกลับไปถึงห้องเมื่อไร   ฉันจะบอกนายให้มากกว่าแล้วกัน”

 

                ต้วนหลินส่ายหน้าแรงๆ อยากจะดึงดันออกจากแขนของชายหนุ่มร่างสูง   แต่มู่จื่อก็ฉุดเขาเอาไว้แบบนั้น   แล้วก็ยกมือขึ้นยุดให้ศีรษะของหนุ่มร่างเล็กอิงแอบไปกับไหล่แกร่งเบาๆ และจึงหลับตาลง    ต้วนหลินพยายามจะถอยตัวออกแต่เมื่อเห็นว่าสู้แรงหนุ่มร่างสูงไม่ได้จึงเลิกดิ้นและพิงไหล่มู่จื่ออยู่เช่นนั้น

 

                เพียงชั่วครู่ลมหายใจเข้าออกของร่างเล็กก็ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ   บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว

 

                มู่จื่อเผยอเปลือกตามองต้วนหลินที่หลับสนิทไปแล้ว   ยกยิ้มออกมาบางๆ โน้มใบหน้าลงไปจูบเส้นผมนุ่มนิ่มเบาๆ สูดกลิ่นไอหอมกรุ่นก่อนจะผละออกมาอย่างรวดเร็ว   คิดจะพักสายตาลงบางแต่ชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงจากหญิงชราที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

 

                “เด็กหนุ่มสาวนี่รักกันดีน่าอิจฉาจริงๆ ขอให้อยู่กันไปนานๆ เลยนะจ๊ะ”

 

                สิ้นเสียงรอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนเรียวปากบางอีกครั้ง   มู่จื่อพยักหน้าขอบคุณน้อยๆ แต่...

 

                “พูดอะไรนะยาย   นี้มันเกย์ชัดๆ เลยอ่ะ”

 

                มู่จื่อถลึงตามองชายหนุ่มที่นั่งข้างต้วนหลินดุๆ ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกแล้วหันกลับไปเถียงหญิงชราอีกครั้งโดยไม่สนรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของหนุ่มร่างสูงเลยสักนิด

 

                “อ้าว ไอ้หนู  ไปว่าคุณหนูคนนั้นเขาได้ไง” ชายชราที่นั่งข้างหญิงชราพูดเข้าข้างคู่ชีวิตอย่างแข็งขัน    ยกมือเหี่ยวย่นขึ้นชี้มู่จื่อแล้วยิ้มบางๆ “เห็นสูงๆ อย่างนั้นแต่ดูยังไงคุณหนูเขาก็ผู้หญิงนะ   ขอโทษคุณหนูคนนี้เขาดีกว่าน่าไอ้หนู”

 

                แต่ดูเหมือนจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นผู้หญิงซะแล้ว....ช่างเถอะ

 

                มู่จื่อชักสีหน้าเบื่อหน่ายแล้วหลับตาพริ้มไม่สนใจเสียงถกเถียงกันของคนชราและชายหนุ่มข้างๆ เลยแม้แต่น้อย   เขากระชับจับมือของต้วนหลินแน่น    ซุกใบหน้าลงกับเส้นผมนุ่มนิ่มพลางครุ่นคิดอยู่เงียบๆ

 

                นายเป็นห่วงฉันสินะ....

 

                ถ้าอย่างนั้น  ฉันก็ขอคิดเข้าข้างตัวเองอีกสักครั้ง....

 

                ว่าฉันคือคนพิเศษของนาย...

 

                อย่างนั้น....ได้ใช่ไหม...

 

                ...ต้วนหลิน...

 

กลับถึงห้องเมื่อไรฉันจะบอกนายแน่ๆ และจะทำให้นายเป็นของๆ ฉันเหมือนที่ฉันจะเป็นของๆ นาย

               

...ที่ฉันคิดแบบนี้เพราะอะไรกันแน่นะ...?

 

แต่ก็ช่างมันเถอะ

 

แค่ตอนนี้...ฉันรู้แค่ว่า

 

ฉัน .... นาย ก็พอแล้ว

 

 

 

THE END!

 

 

edit @ 9 Sep 2008 13:52:23 by Aiwen♠Snow

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรี๊ดดดดด

นั่งหาชื่อมู่จื่อเล่นๆ ในกูเกิ้ล ไม่นึกว่าจะเจอฟิค
แอบจิ้นคนเดียว กรี๊ดคนเดียวมานานมากแล้ว

กลัวมู่จื่อไม่ใช่คนจังเลย คนแย่งยังกับจะย้ำ 55

ขอบคุณสำหรับฟิคจ้ะ หวานแหววน่ารักมากเลย ♥

#1 By ★ davey on 2008-09-26 20:38

เปดมาเจอฟิคมู่ต้วน แอบจะตกใจเล็กน้อย

ขอบคุณที่มาอวยพรนะคะ

#2 By zechan on 2008-09-27 19:44

ฮ่าๆๆๆ ตามมาอ่านยัน exteen จริงๆตรู -..-

รู้มั้ยเนี่ยว่าใคร ฮ่าๆๆ ไอเวนจัง Serin (Re-kung)

ไง~ ขอบใจเรื่องช่วยหายหัวเราะแล้วละ ฮ่าๆๆๆ (ซะเมื่ไหร่ -..-) แต่แบบๆ มู๋น่ารักอะ จาเอากาบบ๊าน~~~~~

(me/โดนแฟนมู่รุมตืบ -..-)ฮ่าๆๆๆๆcry

#3 By ►Re-kung★ on 2008-09-29 11:15

ไอเว๊นนนนนนนนนนนน

ทำไมจบค้างแบบเน้ ทำม้ายยยยยยยยยย

me/ใกล้บ้าsad smile

#4 By SillViuS - P ~+* on 2008-10-01 11:58

มาต่อให่ถึงห้องเลยไม่ได้หรอ กำลังค้างงงงงงงงง

#5 By Vampire_Knight (125.24.49.40) on 2008-10-01 12:02

โหยยย...
น่าร๊ากกกกกก
ตามมาอ่านแล้วค่ะ
ดีจังเลย อบอุ่นดีจัง
ขอกรี๊ดดังๆสักทีเหอะ
กรี๊ดดดดดด
มู่ x ต้วน น่ารักมากพี่น้อง
ไม่รักไม่ได้แล้ว
แต่งต่อก็ดีนะ
อยากอ่านต่อ โฮะ โฮะ โฮะcry

#6 By Kacana (125.27.69.235) on 2008-10-01 20:09

น่ารักอ๊า~

มู่จื่อ...น่ารัก

โฮกกกกก

#7 By [P]rincekille[R] (125.24.59.42) on 2008-10-04 15:42

โอ้โน่! โอ้มายพระพุทธเจ้า! หมดกันมู่จื่อสุดหล่อ( หรือสวยหว่า )ของฉ้านนนนน งือๆT.T แต่ก้อฮาดี ชอบๆๆๆๆ

#8 By วิญญาณปีศาจ (118.174.96.44) on 2009-01-24 20:11

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เพิ่งจะได้มาอ่านจนจบ T^T

น่ารักไปแล้ววววววววววววววว


อยากเป็นต้วนหลินนนนนนนนนนน
อร๊ายยยยยยยยยยย

#9 By H ö t ä r ü ~ ♪ on 2009-08-02 15:35

โฮกก...คิดเข้าข้างตัวเองตรงหนายท่านมู่
แบบนี้เค้าเรียกใจตรงกัน

#10 By YUHANKUNG[-licentious girl-] on 2009-10-29 13:18

เฮ้ยไมไม่ต่อNC!!!!! อ้ากกกกกกกTT^TT

#11 By Sakid on 2009-11-22 12:06