[Fic คนรวมวิญญาณ] To be or Not to be
posted on 09 Sep 2008 13:47 by aiwensnow in Fiction
Title: To be or Not to be
Author: Snow dome
Category: Romance
Pairing: มู่จื่อ/ต้วนหลิน
Rating: PG-13
Spoilers: เรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง จากเรื่อง คนรวมวิญญาณ
ปุบ !
หนังสือเล่มหนาในมือชายหนุ่มปิดลงพร้อมกับที่ดวงตาคู่สวยที่เหลือบขึ้นมองรูมเมทร่างเล็กอย่างเฉยชาเช่นเดิม ต้วนหลินที่หลับพริ้มอิงไหล่เขาเมื่อครู่ตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย แล้วขยี้ผมเรียกสติตัวเองเหมือนเด็กๆ
“ตื่นแล้วเหรอ?” ชายหนุ่มถามคนข้างเคียงเบาๆ
“...อืม...” เพราะเสียงผู้คนที่จ้อกแจ้กจอแจบนรถไฟทำให้เขาตื่นขึ้นมา มือเรียวขยี้ตาปัดความง่วง ต้วนหลินขยับตัวนั่งพลางมองคนข้างๆ และที่นั่งฝั่งตรงข้าง
ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งรถไฟตู้ที่ 14 เพื่อกลับที่พัก ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากหลายเหตุการณ์ที่ประเดประดังเข้ามาไม่หยุดทำให้เขาเผลอหลับไปโดยใช้ไหล่มู่จื่นต่างหมอน ยังดีหน่อยที่ชายหนุ่มไม่ได้ว่าอะไร แต่ที่ไม่ดีคือการที่รถไฟมีคนขึ้นเยอะจนแออัดกันอย่างนี้ ต้วนหลินหันไปคุยกับเพื่อนข้างๆ ด้วยเสียงกระซิบ
“มู่จื่อ ฉันไปห้องน้ำแปบนะ”
แล้วร่างเล็กก็ลุกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอคำตอบรับจากชายหนุ่ม ด้วยรู้อยู่แล้วว่ามู่จื่อไม่มีทางตอบรับเขาแน่ๆ แต่ถึงยังไงหมอนี่ก็จองที่นั่งให้เขาได้อยู่แล้ว เขามุ่งหน้าไปห้องน้ำตามที่ได้บอกเพื่อนเอาไว้
แต่หากต้วนหลินหันกลับมองสักนิด คงจะได้เห็นสายตาอ่านยากที่มองตามเขาไปเป็นแน่
ชายหนุ่มละสายตากลับไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน ทั้งเรื่องแปลกๆ ที่เกิดที่บ้านของต้วนหลิน และเรื่องรถไฟตู้ที่ 15...ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างเล็กบาดเจ็บและยังมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าสะสมทำให้ต้วนหลินงีบหลับทันทีที่ได้นั่งบนรถไฟ แต่ถึงจะใช้ไหล่เขาต่างหมอนก็ใช่ว่าเขาจะนึกรังเกียจอะไร กลับกัน...เขากลับรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำ
เพราะอะไรกันนะ...?
เปลือกตาบางหลับลงช้าๆ คล้ายต้องการผ่อนคลาย และหวนนึกถึงตอนที่ร่างเล็กจมน้ำ...
ตอนที่เห็นหัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น รีบกระโดดลงน้ำโดยไม่ฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหวางสือหรือเสียงคัดค้านด่าทอของพวกคนแก่ในหมู่บ้าน
ในน้ำนั้นเย็นเฉียบทั้งยังมืดสนิทจนแทบมองอะไรใต้น้ำไม่เห็น พลันเห็นร่างเล็กที่ค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลสาบ เขาก็รีบว่ายไปหาอย่างไม่คิดชีวิต วินาทีที่ยื่นมือไปคว้าร่างแบบบางมากอดไว้เขาก็แทบจะกระโจนขึ้นบกให้รู้แล้วรู้รอด ลมหายใจของร่างเล็กแผ่วเบาลงเรื่อยๆ และในเสี้ยววินาทีที่ใกล้ถึงผิวน้ำ ลมหายใจก็สะดุดหายไป
พรวด !
เขารีบพาร่างเล็กขึ้นเหนือผิวน้ำพร้อมๆ กับที่หวางสือกระโจนเข้าหาด้วยสีหน้าเป็นกังวล ผู้คนในหมู่บ้านหายไปหมดแล้ว คงคิดจะปล่อยให้พวกเขาตายกันหมดเลยสินะ เขาเลิกคิดแล้วหันกลับมาดูต้วนหลินที่หยุดหายใจด้วยสีหน้าเฉยเมยหากแต่ในใจเขากลับร้อนรุ่ม
เป็นห่วง....กังวล....ทั้งๆ ที่รู้ว่าเรื่องมันต้องเป็นแบบนี้ แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย
“เราต้องผายปอด! ” หวางสือตะโกนบอกเรียกสติของเขาและทำท่าจะผายปอดให้ร่างเล็กแม้ตัวเองจะไม่มีแรงแล้วก็ตาม แต่ก่อนที่หวางสือจะได้ทำเขาก็ยกมือห้าม “อะไร! เราต้องรีบช่วยรุ่นพี่นะ!”
“...ฉันทำเอง” ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาคิดยังไง แต่รู้สึกหวงคนๆ นี้มากเหลือเกิน
เขาก้มลงจุมพิตร่างเล็กในอ้อมแทนทันที และเป่าลมเข้าปอดพร้อมสลับกับการปั๊มหน้าอกไปมาจนกระทั่งต้วนหลินสำลักน้ำออกมาเขาจึงหยุด เขาผละออกทันทีที่ร่างเล็กเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาบางกระพริบปริบและค่อยๆ เปิดดวงตาขึ้นมองเขา
“มู่จื่อ? นายยังไม่ตาย?” ช่างเป็นคำถามที่เหมาะกับคนซื่อบื้ออย่างร่างเล็กนี่จริงๆ เลย
“เฮอะ นี่เหรอ คำพูดที่พูดกับผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตนะ” เขายักไหล่พูดด้วยสีหน้าเย็นชา แต่ก็แอบถอนหายใจที่เห็นร่างเล็กฟื้นขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย....
...แล้วทำไมเขาต้องรู้สึกโล่งอกด้วยนะ...?
เขารู้สึกว่าต้วนหลินกำลังมองแขนที่พันผ้าพันแผลเอาไว้ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ ท่วงท่าที่ดูผ่อนคลายลงของร่างเล็กทำให้เขาอดเคืองไม่ได้... ไม่รู้รึไงว่าคนเค้าเป็นห่วง ยังจะหัวเราะอยู่นั่นแหละ
“นายหัวเราะอะไร?”
“เปล่า ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าวันนี้แดดดีเหลือเกิน”
สีหน้าที่ดูยินดี ผ่อนคลาย และโล่งอกของต้วนหลินที่มีแสงแดดส่องผ่านดูงดงามมากเหลือเกินในสายตาคนมอง เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าสดใสพลางครุ่นคิดอยู่ในใจคนเดียว
ที่นายหัวเราะออกมาได้เพราะฉันใช่ไหม...?
คำถามที่นายถามฉันนั้น...เพราะเป็นห่วงฉันใช่ไหม...?
ถ้าอย่างนั้น....ฉันก็คิดเข้าข้างตัวเองได้ใช่ไหม....?
ว่านายก็รู้สึกเป็นห่วงฉัน....
ไม่ต่างกับที่ฉันรู้สึกเป็นห่วงนายเลยสักนิด....
...ใช่หรือเปล่า....
ลมเย็นที่พัดโกรกตีหน้าเขาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมองเลยสักนิด ความคิดสานต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน มันทำให้เขาดีใจเหลือเกิน...แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้หัวใจของเขารู้สึกกังวลและ...น้อยใจ....
ตอนที่ร่างเล็กโทรมาหาเขาหลังจากไปหายจากโบกี้รถไฟมันทำให้เขาประหลาดใจ ดีใจ และ...ไม่รู้สิ มันปนเปกันไปหมด แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็น โล่งอก... นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกถึงแม้เขาจะมั่นใจว่าต้วนหลินไม่มีทางเป็นอะไรแน่ๆ ถึงแม้จะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ระมัดระวังก็ตาม ถึงเขาจะตอบกลับไปด้วยเสียงนิ่งเรียบเหมือนเคยๆ แต่ความจริงเขากำลังรู้สึก.... เขารู้สึกยังไงกันนะ?
...ฉันไม่รู้เลยจริงๆ....
นายวิ่งวุ่นพยายามจะโทรมาบอกฉันว่ารถไฟมีระเบิดทั้งๆ ที่ตัวเองก็บาดเจ็บ
เพราะนายช่วยเหลือทุกคน เป็นห่วงทุกคนเหมือนกันหมด แล้วอย่างนี้ฉันจะเข้าข้างตัวเองได้อีกเหรอ...?
นายไม่ได้รู้สึกกับฉันพิเศษไปมากกว่าคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวนาย....
มันทำให้ฉันรู้สึก....ปวดในอก....
แต่ฉันรู้สึกปวดมากกว่าตอนที่เห็นว่านายบาดเจ็บ... ฉันไม่อยากพูดเหมือนนิยายรักน้ำเน่าที่ว่า ‘ฉันอยากเจ็บแทนเธอ’ แต่ว่า...ถ้านายเจ็บ ฉันก็รู้สึกเจ็บเหมือนกัน เจ็บที่ไม่อาจช่วยนายได้...อีกครั้ง
เมื่อเป็นแบบนี้....ฉันควรจะทำยังไงดี?
ตุบ
ชายหนุ่มเปิดตาขึ้นมองก็พบต้วนหลินที่นั่งลงข้างเขา พร้อมส่งยิ้มเจื่อนๆ แบบเดิมๆ มาให้ นึกสงสัยตัวเองที่ไม่รู้ตัวเลยว่าร่างเล็กกลับจากห้องน้ำมาตั้งแต่เมื่อไร
“ฉันทำให้นายตื่นรึเปล่า?” ต้วนหลินยกคิ้วถาม
“...ใช่” เมื่อไม่รู้จะตอบว่าอะไรก็ได้แต่ตอบไปตามความจริงเท่านั้น ติดแต่ว่าเขาไม่ได้ตื่นเพราะเขาไม่ได้หลับ ชายหนุ่มเหลือบมองร่างเล็กข้างๆ ที่ใบหน้าและเส้นผมมีหยาดน้ำเปียกชื้น คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นแต่ไม่คิดถาม ซึ่งต้วนหลินก็เข้าใจจึงเป็นฝ่ายบอกถึงอีกฝ่ายจะไม่ได้อ้าปากถามก็ตาม
“ฉันล้างหน้ามานะ จะได้ไม่เผลอหลับไปพิงนายอีก”
ช่างเป็นคำตอบที่ทำให้เขาเครียดนักกว่าเดิมซะอีก... มู่จื่อสะบัดหน้าหนีทันทีทำให้ร่างเล็กหน้าเสีย
“เป็นอะไรเหรอ?” ต้วนหลินพูดด้วยเสียงเป็นกังวล
มู่จื่อเบือนหน้ากลับมามองทั้งที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่เช่นเดิม มือเรียวบีบหนังสือในมือแน่นพร้อมเอ่ยสิ่งที่ค้างคาใจออกไปทันที
“นายรังเกียจที่จะอิงไหล่ฉันรึไง?” เพราะเป็นคนขรึม เวลาพูดอะไรออกไปจึงดูเหมือนวาจาหาเรื่องเชือดเฉือนไปซะหมด แต่เขาก็ไม่คิดจะแก้ไขปรับปรุงเพราะเขาชอบที่จะเป็นคนแบบนี้ ซึ่งต้วนหลินก็ดูจะเข้าใจเขาดีทีเดียว
ฝ่ายถูกถามขมวดคิ้วเป็นปม เขาตบหลังมือมู่จื่อเบาๆ ด้วยท่วงท่าผ่อนคลายกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไรนายหรอกนะ แต่ที่ฉันพูดไปก็เพราะเวลาฉันพิงนาย นายก็จะเมื่อยไหล่ใช่ไหม? และก็จะอ่านหนังสือไม่ถนัดใช่หรือเปล่า? ...เข้าใจที่ฉันจะพูดรึเปล่า” ต้วนหลินยกยิ้มที่มุมปากน้อยๆ เมื่อเห็นมู่จื่อค่อยๆ คลายปมคิ้วออก เขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าดูกังวลอะไรอย่างนี้เลย หรือจะพูดให้ถูกคือ มู่จื่อดูไม่กังวลกับเรื่องอะไรเลยต่างหาก... เห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกเอ็นดูน้อยๆ ไม่ได้
“บอกมาสิ... ไม่อย่างนั้นฉันจะไปรู้ได้ยังไง” มู่จื่อพูดต่อทั้งยังคงมาดชายหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองอยู่เช่นเดิม
ต้วนหลินถอนหายใจเล็กๆ ...เมื่อกี้ไม่น่าไปรู้สึกเอ็นดูเลย เฮ้อ...
“ก็คือ...ฉันเป็นห่วงนายนะ....” คำพูดสุดท้ายถูกช่วงชิงไปด้วยริมฝีปากบางสวยของมู่จื่อ ต้วนหลินเบิกตากว้าง จ้องมองคนที่ถอนปากออกไปอย่างตกตะลึง จุมพิตเบาบางที่เหมือนไม่ใช่จูบแต่คงไว้ด้วยความอบอุ่น...
“นะ...นาย....นาย....” คนถูกชิงจูบพูดตะกุกตะกัก ยังตกใจกับรสจูบเบาบางนั้นไม่หาย
“ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครเห็นหรอก” มู่จื่อพูดพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมคนที่อายุมากกว่าด้วยท่าทีอ่อนโยนกว่าที่เคย
แต่ที่ว่าไม่มีใครเห็นนะ... ก็ดันมีแต่คนแก่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ชายวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่นั่งข้างต้วนหลินเท่านั้นแหละที่กำลังนั่งอ้าปากค้าง ดวงตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้านั่นแหละที่เห็น...ก็แค่สี่คนคงไม่เป็นอะไรหรอกน่า
“นาย....จะ....จะ....ฉันทำไม?” เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้าขณะที่พูด ต้วนหลินยกมือสองข้างขึ้นปิดปากพลางพยายามเขยิบถอยหลังแต่ก็ติดอยู่ที่ชายหนุ่มที่นั่งอ้าปากค้างติดกับเขานั่นแหละ
มู่จื่อมองหนุ่มร่างเล็กด้วยสีหน้าเฉยชาเหมือนเดิม เขาดึงมือต้วนหลินออกจากปากและดึงร่างเล็กให้เขยิบเข้ามาใกล้กับเขาจนฝ่ายถูกดึงแทบจะขึ้นมานั่งเกยตักเขาได้นั่นแหละ เขาถึงได้ยอมหยุดดึง น้ำเสียงเย็นเยียบแต่อ่อนโยนกระซิบคลอเคลียข้างใบหูร่างเล็กคล้ายกลั่นแกล้ง
“ฉันจูบเพราะอยากจูบ” มู่จื่อบอก เขาตัดสินใจแล้วที่จะทำให้ร่างเล็กนี้.... “พอกลับไปถึงห้องเมื่อไร ฉันจะบอกนายให้มากกว่าแล้วกัน”
ต้วนหลินส่ายหน้าแรงๆ อยากจะดึงดันออกจากแขนของชายหนุ่มร่างสูง แต่มู่จื่อก็ฉุดเขาเอาไว้แบบนั้น แล้วก็ยกมือขึ้นยุดให้ศีรษะของหนุ่มร่างเล็กอิงแอบไปกับไหล่แกร่งเบาๆ และจึงหลับตาลง ต้วนหลินพยายามจะถอยตัวออกแต่เมื่อเห็นว่าสู้แรงหนุ่มร่างสูงไม่ได้จึงเลิกดิ้นและพิงไหล่มู่จื่ออยู่เช่นนั้น
เพียงชั่วครู่ลมหายใจเข้าออกของร่างเล็กก็ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว
มู่จื่อเผยอเปลือกตามองต้วนหลินที่หลับสนิทไปแล้ว ยกยิ้มออกมาบางๆ โน้มใบหน้าลงไปจูบเส้นผมนุ่มนิ่มเบาๆ สูดกลิ่นไอหอมกรุ่นก่อนจะผละออกมาอย่างรวดเร็ว คิดจะพักสายตาลงบางแต่ชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงจากหญิงชราที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เด็กหนุ่มสาวนี่รักกันดีน่าอิจฉาจริงๆ ขอให้อยู่กันไปนานๆ เลยนะจ๊ะ”
สิ้นเสียงรอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนเรียวปากบางอีกครั้ง มู่จื่อพยักหน้าขอบคุณน้อยๆ แต่...
“พูดอะไรนะยาย นี้มันเกย์ชัดๆ เลยอ่ะ”
มู่จื่อถลึงตามองชายหนุ่มที่นั่งข้างต้วนหลินดุๆ ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกแล้วหันกลับไปเถียงหญิงชราอีกครั้งโดยไม่สนรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของหนุ่มร่างสูงเลยสักนิด
“อ้าว ไอ้หนู ไปว่าคุณหนูคนนั้นเขาได้ไง” ชายชราที่นั่งข้างหญิงชราพูดเข้าข้างคู่ชีวิตอย่างแข็งขัน ยกมือเหี่ยวย่นขึ้นชี้มู่จื่อแล้วยิ้มบางๆ “เห็นสูงๆ อย่างนั้นแต่ดูยังไงคุณหนูเขาก็ผู้หญิงนะ ขอโทษคุณหนูคนนี้เขาดีกว่าน่าไอ้หนู”
แต่ดูเหมือนจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นผู้หญิงซะแล้ว....ช่างเถอะ
มู่จื่อชักสีหน้าเบื่อหน่ายแล้วหลับตาพริ้มไม่สนใจเสียงถกเถียงกันของคนชราและชายหนุ่มข้างๆ เลยแม้แต่น้อย เขากระชับจับมือของต้วนหลินแน่น ซุกใบหน้าลงกับเส้นผมนุ่มนิ่มพลางครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
นายเป็นห่วงฉันสินะ....
ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ขอคิดเข้าข้างตัวเองอีกสักครั้ง....
ว่าฉันคือคนพิเศษของนาย...
อย่างนั้น....ได้ใช่ไหม...
...ต้วนหลิน...
กลับถึงห้องเมื่อไรฉันจะบอกนายแน่ๆ และจะทำให้นายเป็นของๆ ฉันเหมือนที่ฉันจะเป็นของๆ นาย
...ที่ฉันคิดแบบนี้เพราะอะไรกันแน่นะ...?
แต่ก็ช่างมันเถอะ
แค่ตอนนี้...ฉันรู้แค่ว่า
ฉัน .... นาย ก็พอแล้ว
THE END!
edit @ 9 Sep 2008 13:52:23 by Aiwen♠Snow

นั่งหาชื่อมู่จื่อเล่นๆ ในกูเกิ้ล ไม่นึกว่าจะเจอฟิค
แอบจิ้นคนเดียว กรี๊ดคนเดียวมานานมากแล้ว
กลัวมู่จื่อไม่ใช่คนจังเลย คนแย่งยังกับจะย้ำ 55
ขอบคุณสำหรับฟิคจ้ะ หวานแหววน่ารักมากเลย ♥
#1 By ★ davey on 2008-09-26 20:38